การมีเซ็กซ์ดีต่อสุขภาพอย่างไร?/ดร.สุพาพร เทพยสุวรรณ
|
ประโยชน์ของ วิตามินซี
วิตามินซีกับการป้องกันหวัด
โดย นศภ. ปฏิมา บุญมาลี -- อ่านแล้ว 43811 ครั้ง
วิตามินซี คือ?
ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับวิตามินซีกันก่อน “วิตามินซี” หรือ กรดแอสคอร์บิก (ascorbic acid) เป็นวิตามินชนิดละลายน้ำ วิตามินซีมีประโยชน์มากมาย เช่นใช้รักษาและป้องกันโรคลักปิดลักเปิด และวิตามินซียังเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ หรือ antioxidant มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นภายในร่างกาย นอกจากนี้ยังมีส่วนช่วยในการซ่อมแซมและการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อในร่างกาย ช่วยทำให้แผลหายเร็วขึ้น และมีส่วนช่วยในการสร้างคอลลาเจน แต่ประโยชน์ของวิตามินซีที่กล่าวถึงกันมากคือป้องกันหวัด
วิตามินซีป้องกันหวัดได้จริงหรือ?
จากการศึกษาที่ผ่านมาพบว่าการรับประทานวิตามินซีเป็นประจำทุกวันไม่สามารถป้องกันหวัดได้ และไม่มีผลลดความเสี่ยงในการเป็นหวัด ยกเว้นผู้ที่ออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาเป็นประจำ จะสามารถลดความเสี่ยงในการเป็นหวัดได้ถึง 50% อย่างไรก็ตามพบว่าการรับประทานวิตามินซีเป็นประจำทุกวันจะสามารถช่วยลดความรุนแรงและระยะเวลาในการเป็นหวัดได้ ขนาดวิตามินซีที่แนะนำให้รับประทานเพื่อลดความรุนแรงและระยะเวลาในการเป็นหวัดคือ 1-3 กรัมต่อวัน และในผู้ที่ไม่เคยรับประทานวิตามินซีมาก่อน หากเป็นหวัดแล้วจึงเริ่มรับประทานวิตามินซี จะไม่สามารถช่วยลดความรุนแรงหรือระยะเวลาในการเป็นหวัดได้เลย
การดูดซึมวิตามินซี
การดูดซึมของวิตามิซีขึ้นอยู่กับปริมาณที่รับประทานเข้าไปในแต่ละครั้ง แต่การดูดซึมวิตามินซีมีจุดอิ่มตัวในการดูดซึม กล่าวคือการรับประทานวิตามินซีปริมาณมากเกินจุดอิ่มตัวของการดูดซึม ร่างกายจะไม่สามารถดูดซึมวิตามินซีไปใช้ได้เพิ่มขึ้น ตัวอย่างเช่น การรับประทานวิตามินซีครั้งละ1,000-1,500 มิลลิกรัม พบว่าร่างกายจะดูดซึมวิตามินซีได้เพียง 50% นอกจากนี้ยังพบว่าขนาดของวิตามินซีที่รับประทานต่อครั้งมีผลต่อการดูดซึม คือการรับประทานวิตามินซีขนาดสูงร่างกายจะดูดซึมวิตามินได้น้อยกว่าการรับประทานวิตามินซีขนาดต่ำ ดังนั้นการรับประทานวิตามินซีวันละหลายครั้งในขนาดที่ต่ำกว่า 1 กรัม จนครบขนาดที่แนะนำต่อวัน ร่างกายจะสามารถดูดซึมวิตามินซีได้มากกว่าการรับประทานทั้งหมดในครั้งเดียว นอกจากนี้ปริมาณการดูดซึมวิตามินซียังอาจแตกต่างกันไปขึ้นกับรูปแบบและส่วนประกอบอื่นๆ ในผลิตภัณฑ์
ผลิตภัณฑ์วิตามินซีในท้องตลาดมีอะไรบ้าง?
เนื่องจากร่างกายไม่สามารถสร้างวิตามินซีได้เอง ส่วนใหญ่ร่างกายได้รับจากการรับประทานผักและผลไม้ แต่ในปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์วิตามินซีวางจำหน่ายอยู่หลากหลายขนาดและรูปแบบ ได้แก่
1. รูปแบบเม็ดสำหรับรับประทาน: มีขนาดตั้งแต่ 25 ถึง 1,000 มิลลิกรัม แต่วิตามินซีสำหรับผู้ใหญ่ที่นิยมมี 2 ขนาดคือ 500 และ 1,000 มิลลิกรัม โดยขนาด 500 มิลลิกรัม บางบริษัทจะทำให้อยู่ในรูปแบบ buffered ซึ่งแตกต่างจากรูปแบบทั่วไปคือ วิตามินซีจะถูกปลดปล่อยออกจากเม็ดยาอย่างช้าๆ แต่ระดับวิตามินซีในกระแสเลือดเมื่อรับประทานรูปแบบ buffered ไม่แตกต่างจากรูปแบบเม็ดทั่วไปที่มีการปลดปล่อยทันที อย่างไรก็ตามรูปแบบ buffered จะระคายเคืองกระเพาะอาหารน้อยกว่ารูปแบบเม็ดที่มีการปลดปล่อยทันที จึงอาจเป็นผลดีต่อผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับทางเดินอาหาร ข้อเสียของรูปแบบเม็ดแบบนี้คือเม็ดยามีขนาดใหญ่ กลืนลำบาก
2. รูปแบบเม็ดอม: มีขนาด 25, 50, 100 และ 500 มิลลิกรัม เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาในการกลืนเม็ดยา แต่เนื่องจากวิตามินซีเป็นกรดเมื่ออมบ่อยๆ อาจทำให้ฟันกร่อนได้ เนื่องจากกรดทำให้เคลือบฟันบางลง
3. รูปแบบเม็ดเคี้ยว: มีขนาด 30 มิลลิกรัม เหมาะสำหรับเด็ก ซึ่งมีการแต่งสีและรสของวิตามินซีให้น่ารับประทาน หากรับประทานในปริมาณมากๆ อาจทำให้ฟันผุได้ เนื่องจากวิตามินซีในรูปแบบนี้มีปริมาณน้ำตาลค่อนข้างสูง
4. รูปแบบเม็ดฟู่: มีขนาด 500 และ 1,000 มิลลิกรัม จะแตกต่างจากรูปแบบเม็ดสำหรับรับประทานทั่วไปคือ ต้องนำเม็ดยาไปละลายน้ำก่อน เมื่อเม็ดยาสัมผัสกับน้ำ จะเกิดเป็นฟองฟู่ ก่อนรับประทานจึงควรรอให้ฟองหมดก่อน เนื่องจากฟองแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดขึ้น เมื่อรับประทานเข้าไปอาจทำให้อืดแน่นท้อง ซึ่งรูปแบบเม็ดฟู่นี้เป็นรูปแบบที่เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาในการกลืนเม็ดยาหรือไม่สามารถกลืนเม็ดยาขนาดใหญ่ได้
5. รูปแบบแคปซูล: มีขนาด 500 มิลลิกรัม ซึ่งมีทั้งชนิดแคปซูลแข็งและแคปซูลนิ่ม โดยส่วนใหญ่การกลืนเม็ดแคปซูลทำได้ง่ายกว่ารูปแบบเม็ดสำหรับรับประทาน
6. รูปแบบสารละลายสำหรับฉีด: มีขนาด 500 มิลลิกรัม เป็นรูปแบบที่ไม่เหมาะสำหรับการใช้เป็นประจำทุกวันหรือเพื่อป้องกันหวัด เพราะต้องให้แพทย์หรือพยาบาลฉีดยาให้
วิตามินซีในรูปกรดแอสคอร์บิก (ascorbic acid) และ เกลือของกรดแอสคอร์บิก (mineral ascobate)
เกลือของกรดแอสคอร์บิกมีสมบัติเป็น buffered มีความเป็นกรดน้อยกว่าวิตามินซีในรูปกรดแอสคอร์บิก จึงมีผลระคายเคืองกระเพาะอาหารน้อยกว่ากรดแอสคอร์บิก เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับทางเดินอาหาร เช่น เคยมีอาการมวนท้องทั้งก่อนและหลังรับประทานวิตามินซี หรือท้องเสีย เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีผลช่วยเพิ่มการดูดซึมและความคงตัวของวิตามินซี เกลือของกรดแอสคอร์บิกที่มีวางจำหน่ายในปัจจุบัน ได้แก่ โซเดียม แอสคอร์เบท (sodium ascorbate) แคลเซียม แอสคอร์เบท (calcium ascorbate) โพแทสเซียม แอสคอร์เบท (potassium ascorbate) แมกนีเซียม แอสคอร์เบท (magnesium ascorbate) ซิงค์ แอสคอร์เบท (zinc ascorbate) โมลิบดินัม แอสคอร์เบท (molybdenum ascorbate) โครเมียม แอสคอร์เบท (chromium ascorbate) และ แมงกานีส แอสคอร์เบท (manganese ascorbate) เป็นต้น แต่การเลือกใช้ควรคำนึงถึงสภาวะหรือโรคประจำตัวของผู้บริโภค เนื่องจากเกลือต่างๆ นี้จะถูกดูดซึมไปพร้อมกับวิตามินซีด้วย ดังนั้นอาจต้องระมัดระวังในการรับประทาน เช่น โซเดียม แอสคอร์เบท ควรระมัดระวังการใช้ในผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูงหรือต้องจำกัดปริมาณโซเดียม หรือกรณี โพแทสเซียม แอสคอร์เบท ควรระมัดระวังในผู้ที่มีภาวะไตวาย เป็นต้น
วิตามินซีและไบโอฟลาโวนอยด์ (bioflavonoids)
ผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่อ้างว่าเป็นวิตามินซีจากธรรมชาติ นอกจากวิตามินซีในรูปกรดแอสคอร์บิกแล้ว ในผลิตภัณฑ์ยังมีส่วนผสมของสารประกอบจากธรรมชาติอื่นคือ ไบโอฟลาโวนอยด์ จากการศึกษาพบว่าไบโอฟลาโวนอยด์มีผลเพิ่มการดูดซึมของวิตามินซี อย่างไรก็ตามบางการศึกษายังไม่พบประโยชน์ของไบโอฟลาโวนอยด์ในการช่วยเพิ่มการดูดซึมของวิตามินซี
ความแตกต่างระหว่างวิตามินซีในรูปกรดแอสคอร์บิกและวิตามินซีเอสเทอร์
วิตามินซีในรูปกรดแอสคอร์บิกโดยทั่วไปมีสมบัติเป็นวิตามินที่ละลายน้ำ ส่วนวิตามินซีเอสเทอร์ เช่น แอสคอร์บิล ปาล์มิเตต (ascorbyl palmitate) เป็นรูปแบบที่ละลายในไขมัน ซึ่งมีข้อดีคือทำให้วิตามินซีดูดซึมทั้งในลำไส้และซึมผ่านผิวหนังได้ดี นอกจากนี้ยังมีความคงตัวดีกว่าวิตามินซีในรูปกรดแอสคอร์บิก ปัจจุบันนิยมใช้เตรียมเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับใช้ภายนอกทั้งบริเวณผิวหนังและใบหน้า
เอสเทอร์-ซี (Ester-C®) และวิตามินซีเอสเทอร์
หลายคนคงอาจสับสนว่า Ester-C® และวิตามินซีเอสเทอร์ เป็นวิตามินซีรูปแบบเดียวกัน แต่ที่จริงแล้ว Ester-C® คือผลิตภัณฑ์วิตามินซีที่วางจำหน่ายในท้องตลาด ประกอบด้วย แคลเซียม แอสคอร์เบท เป็นส่วนใหญ่ในตำรับ ซึ่งวิตามินซีในผลิตภัณฑ์ Ester-C® จัดว่าเป็นวิตามินซีชนิดละลายน้ำ แต่วิตามินซีเอสเทอร์เป็นวิตามินซีละลายในไขมันและมีสมบัติดังที่กล่าวมาแล้วในหัวข้อข้างต้น
สรุป
จะเห็นได้ว่าผลิตภัณฑ์วิตามินซีมีหลายรูปแบบ แต่รูปแบบที่นิยมใช้สำหรับลดความรุนแรงหรือระยะเวลาในการเป็นหวัด คือรูปแบบเม็ดสำหรับรับประทาน แคปซูล และเม็ดฟู่ ที่มีปริมาณวิตามินซีขนาด 500 และ 1,000 มิลลิกรัม ซึ่งถ้าเป็นรูปแบบหรือขนาดอื่นอาจไม่สะดวกต่อการรับประทาน และนอกจากนี้ขนาดวิตามินซีที่เหมาะสำหรับลดความรุนแรงหรือระยะเวลาในการเป็นหวัดเป็นขนาดที่ค่อนข้างสูงคือ 1-3 กรัมต่อวัน ถ้าเลือกผลิตภัณฑ์วิตามินซีที่มีปริมาณวิตามินซีน้อยอาจต้องรับประทานผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเป็นจำนวนมาก ดังนั้นการเลือกรับประทานวิตามินซีควรพิจารณาให้เหมาะสมกับความต้องการแต่ละบุคคลและวัตถุประสงค์ของการรับประทาน
เอกสารอ้างอิง
1. Douglas RM, Hemila H, Chalker E, Treacy B. Vitamin C for preventing and treating the common cold. Cochrane Database Syst Rev 2007; (3):CD000980.
2. Lacy CF, Armstrong LL, Goldman MP, Lance LL. Drug information handbook. 19th ed. Ohio: Lexi-Comp; 2010-11.
3. Pubmed health. Vitamin C. Available at : http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmedhealth/PMH0003056/ . Accessed July 19 2014.
4. Nyyssonen K, Poulsen HE, Hayn M, Agerbo P, Porkkala-Sarataho E, Kaikkonen J, et al. Effect of supplementation of smoking men with plain or slow release ascorbic acid on lipoprotein oxidation. Eur J Clin Nutr 1997; 51(3):154-163.
5. Viscovich M, Lykkesfeldt J, Poulsen HE. Vitamin C pharmacokinetics of plain and slow release formulations in smokers. Clin Nutr 2004; 23(5):1043-1050.
6. มังกร ประพันธ์วัฒนะ. สาระ-ปัน-ยา 3. นนทบุรี. สภาเภสัชกรรม. 2555.
7. Vinson JA, Bose P. Comparative bioavailability to humans of ascorbic acid alone or in a citrus extract. Am J Clin Nutr 1988; 48(3):601-604.
8. Carr AC, Vissers MC. Synthetic or food-derived vitamin C-are they equally bioavailable? Nutrient 2013; 5(11):4284-4304.
9. Johnston CS, Luo B. Comparison of the absorption and excretion of three commercially available sources of vitamin C. J Am Diet Assoc 1994; 94(7):779-781.
10. Austria R1, Semenzato A, Bettero A. Stability of vitamin C derivatives in solution and in topical formulations. J Pharm Biomed Anal 1997; 15(6):795-801.
11. Linus Pauling Institute [Internet]. The bioavailability of different forms of vitamin C (ascorbic acid); c2000-14 [cited 2014 Jul 29]. Available from:http://lpi.oregonstate.edu/infocenter/vitamins/vitaminC/vitCform.html.
12. Vitamin C [Internet]. Available at: http://www.exrx.net/Nutrition/Antioxidants/VitaminC.html. Accessed March 2, 2011.
อ้างอิง http://www.pharmacy.mahidol.ac.th/dic/knowledge_full.php?id=17
9 ท่าเซ็กส์ที่ผู้ชายชอบ และทำให้สาวคนรักไปถึงจุดสุดยอด
ท่าเซ็กส์ที่ผู้ชายชอบ กับหลากกระบวนท่าที่จะทำให้ผู้หญิงไปถึงจุดสุดยอด
แน่นอนว่าการมีเซ็กส์กับคนพิเศษนั้น มีส่วนช่วยสานความสัมพันธ์ของคู่รักให้กระชับแน่นแฟ้นมากขึ้นและต่างสุขสมด้วยท่าร่วมเพศต่าง ๆ โดยวันนี้กระปุกดอทคอมได้หยิบเอา 9 ท่าเซ็กส์ยอดนิยมของผู้ชายจากเว็บไซต์ mensfitness มาบอกกันด้วย ดูสิว่าจะมีท่าที่คุณชอบอยู่ด้วยหรือเปล่า
- ท่ามิชชันนารี (Missionary)
เรียกได้ว่าท่ามิชชันนารีเป็นท่าเซ็กส์ที่ผู้ชายชอบมาก เพราะเป็นท่าเบสิกที่เข้าด้ายเข้าเข็มสุด ๆ โดยผู้ชายอยู่บนและผู้หญิงนอนหงายอยู่ล่างพร้อมกางขาออกเล็กน้อย ช่วยให้ผู้ชายสอดใส่ได้ลึกและผู้หญิงไม่เหนื่อยง่าย แถมได้สบตากันด้วย ซึ่งทาง ดอเรียน โซลอท นักเพศศึกษา บอกว่าท่ามิชชันนารีอาจไม่มีอะไรหวือหวานัก แต่ฝ่ายหญิงชอบที่ได้ใกล้ชิดสุด ๆ กับแฟนหนุ่มของตัวเอง ส่วน โลรา โซโมซา ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเพศสัมพันธ์ เสริมว่า การที่จะทำให้ผู้หญิงมีความสุขมากขึ้นด้วยท่ามิชชันนารี ฝ่ายชายควรเปลี่ยนมุมการสอดใส่บ้าง แทนการเข้า-ออกตรง ๆ แบบเดิม ซึ่งจะช่วยให้ผู้หญิงถึงจุดสุดยอดได้รวดเร็วขึ้น
- ท่าคาวบอยสาวนั่งหันหลัง (Reverse Cowgirl)
ท่าคาวบอยสาวนั่งหันหลังจัดได้ว่าเป็นท่าที่เพิ่มความสนุกให้ผู้ชายมากเลยที เดียว เพราะผู้ชายนอนหงายอยู่ข้างล่างแทน ขณะที่ฝ่ายหญิงจะนั่งหันหลังให้ พร้อมกับคร่อมจ้าวโลกไว้ โดย เมแกน แอนเดลโลซ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเพศศาสตร์ บอกว่าท่านี้ช่วยให้ฝ่ายชายเข้าถึงจุดคลิตอริสได้ง่าย ส่งผลให้ฝ่ายหญิงเสร็จง่ายสุด ๆ
- ท่าด๊อกกี้ สไตล์ (Doggie Style)
การทำท่าด๊อกกี้ สไตล์ เป็นอีกท่าเซ็กส์ที่ผู้ชายชอบทำ เพราะสามารถสอดใส่ได้ลึกขึ้น ขณะที่ผู้หญิงจะอยู่ในท่าคลานสี่ขาหันหลังให้ผู้ชาย โดย เอมี เลอวีน ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ให้ความรู้เรื่องเพศสัมพันธ์อย่าง igniteyourpleasure บอกว่า ท่าด๊อกกี้ สไตล์ ทำให้ฝ่ายหญิงสามารถขยับสะโพกในตำแหน่งต่าง ๆ เพื่อให้ตัวเองถึงจุดสุดยอดได้ดี ส่วน ดร.กลอเรีย เบรม นักเพศศาสตร์ เผยว่าผู้ชายสามารถใช้มือหรือเซ็กส์ทอย กระตุ้นจีสปอต ช่วยให้เธอถึงจุดสุดยอดอย่างมีความสุขได้ด้วย
นับว่าเป็นท่าที่ทำให้ผู้ชายเพลินสุด ๆ และผู้หญิงมีความสุขมาก เพราะฝ่ายชายนอนหงายให้ฝ่ายหญิงนั่งคร่อมน้องชาย โดยหันหน้าเข้าหากัน ด้าน โลรา ซาโมซา กล่าวว่า ผู้ชายควรจับสะโพกแฟนสาวเพื่อบังคับจังหวะการโยกของเธอ ไม่เพียงเท่านี้ เอมี เลอวีน เสริมว่า ท่านี้ช่วยให้ฝ่ายหญิงมีความสุขอย่างยิ่ง เพราะว่าเธอเป็นคนควบคุมจังหวะและการสอดใส่นั่นเอง
- ท่าสปูนนิ่ง (Spooning)
ท่าที่ผู้ชายโอบกอดตัวและสอดใส่ผู้หญิงจากด้านหลัง ซึ่งผู้ชายสามารถใช้มือสัมผัสจุดต่าง ๆ ของฝ่ายหญิงได้อย่างอิสระ ไม่ว่าจะเป็นหน้าอก เอว หรือจุดลับ โดย เมแกน แอนเดลโลซ์ กล่าวว่า ท่าสปูนนิ่งจะช่วยให้ทั้งสองฝ่ายรู้สึกฟิน เพราะจุดลับของฝ่ายหญิงจะรัดจ้าวโลกแน่นขึ้นยังไงล่ะ
อาจจะดูเหมือนจัดท่ายากไปหน่อยสำหรับท่าคริสครอส เพราะทั้งสองคนต้องนอนตะแคงข้างและให้ฝ่ายชายสอดเข้าจากข้างหลัง โดยมีลักษณะคล้ายตัว “X” แต่รับรองว่าคุณผู้ชายจะฟินจนบอกไม่ถูกแน่นอน ซึ่งทาง มาร์แชล มิลเลอร์ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเพศสัมพันธ์เสริมว่า ท่านี้ช่วยให้ผู้หญิงสามารถใช้นิ้วกระตุ้นคลิตอริสของตัวเองได้สะดวกด้วย
- เทคนิคใช้หมอนช่วย (The Pillow Technique)
การใช้หมอนหรือผ้าห่มหนา ๆ มาเสริม ขณะร่วมรักในท่าต่าง ๆ ช่วยเปิดมุมใหม่ ๆ ได้เป็นอย่างดี เช่น หากใช้หมอนรองสะโพกของฝ่ายหญิงในท่ามิชชั่นนารี จะทำให้กระดูกเชิงกรานของเธอยกขึ้น ช่วยให้ฝ่ายชายสอดใส่ได้ง่ายลึกกว่าเดิม ด้าน ดร.กลอเรีย เบรม เสริมว่า แม้ว่าการใช้หมอนจะทำให้ผู้ชายรู้สึกมีความสุข แต่ฝ่ายหญิงอาจรู้สึกไม่สบายตัวเท่าไรนักกับบางท่า และถ้าจะให้ดี ควรถามเธอก่อนว่าให้วางหมอนตรงไหน
ก่อนที่จะใช้เทคนิคนี้ ให้เริ่มร่วมรักกับท่ามิชชั่นนารีแบบปกติสักพัก แล้วเริ่มเทคนิคดังกล่าวโดยให้ฝ่ายชายยกสะโพกของฝ่ายหญิงขึ้น ซึ่งจะช่วยเปลี่ยนมุมการสอดใส่จากเข้า-ออก เป็นขึ้น-ลง ส่งผลให้จ้าวโลกเข้าถึงคลิตอริสโดยตรงและผู้ชายสามารถเพิ่มความแรงของการโยก ได้อีกด้วย นอกจากนี้ เอ็ดเวิร์ด ไอเชล นักจิตวิทยา กล่าวว่าเทคนิคนี้เป็นท่าเซ็กส์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลก ส่วน เอมี เลอวีน เสริมว่า คู่รักบางคู่บอกว่าเทคนิคข้างต้น ทำให้ร่างกายของพวกเขาใกล้ชิดกันมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นคลิตอริสได้ดีมาก
- ท่าขาพาดบ่า (Ankles Up)
เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งท่าเซ็กส์ที่ผู้ชายชอบมาก เพราะขาทั้งสองข้างของผู้หญิงที่ยกมาพาดบ่าไว้ ช่วยเปิดจุดสงวนของเธอให้กว้างขึ้นและฝ่ายชายสอดใส่ได้ลึกสุด ๆ เท่าที่จะเข้าไปได้ โดย ดร.กลอเรีย เบรม บอกว่า การยกขาฝ่ายหญิงขึ้นนั้น ช่วยให้ฝ่ายชายเข้าถึงจีสปอตง่ายกว่าท่าอื่น ๆ นั่นเอง
เมื่อหนุ่ม ๆ ได้ทราบถึงท่าเซ็กส์ต่าง ๆ ที่เรานำมาฝากกันแล้ว จะนำไปใช้กับคนรักยังไงให้มีความสุข ก็ค่อย ๆ ลองทีละท่า ไม่ต้องหักโหมมากเกินไป ระวังร่างกายจะอ่อนเพลีย จนไม่มีแรงสานต่อท่าอื่น ๆ ล่ะครับ ;)
ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล
อ้างอิง | http://men.kapook.com/view114564.html
ประโยชน์ "Sex" ประโยชน์ของการมีเพศสัมพันธ์ ดีต่อสุขภาพได้อย่างไร?
เมื่อเราพูดถึงคำว่า sex ผู้คนก็มักจะมองว่าเป็นเรื่องที่ไม่น่าหยิบยกมาพูดคุย เพราะว่ามันน่าอาย ใครที่พูดเรื่องนี้ก็จะถูกมองว่า โรคจิต แต่ปัจจุบันนี้ คำว่า sex ไม่ได้หมายถึงเรื่องบนเตียงเท่านั้น แต่ว่ายังพูดถึงเกี่ยวกับด้านสุขภาพอีกด้วย เรามาดูกันว่า ทุกครั้งที่คุณได้มีการร่วมเพศสัมพันธ์ SEX ได้ให้ประโยชน์ อะไรบ้าง
Sex นอกจากจะให้ความสุขทางด้านจิตใจ กระชับความสัมพันธ์ระหว่างคนรักกันแล้ว ยังให้ความสุขทางด้านกายภาพอีกด้วย สุขภาพดี 9 อย่าง โดยการมีเซ็กส์ Wow !! :o
1. ช่วยเบิร์นแคลอรี่ เคยมีการวิจัยได้ระบุไว้ว่า การมีเพศสัมพันธ์ช่วยเผาผลาญพลังงานได้ดี คือการมีเพศสัมพันธ์นาน 30 นาที เผาผลาญได้ถึง 85 เเคลอรี่ และยิ่งถ้าเปลี่ยนท่าเยอะก็จะเพิ่มการเผาผลาญพลังได้ถึง 125 แคลอรี่ เป็นการออกกำลังกายที่ไม่ต้องสิ้นเปลืองอุปกรณ์เลยนะนี้
2. ช่วยลดอาการตึงเครียด เพราะกิจกรรมทางเพศจะช่วยหลั่งสารเอนโดร์ฟินส์ซึ่งเป็นสารความสุขนั้นเอง โดยเข้าไปในกระแสเลือด ทำให้คุณรู้สึกดีขึ้น
3. เซ็กส์ คือยานอนหลับชนิดหนึ่ง ที่บริโภคบ่อยแค่ใหน ก็ไม่มีผลเสียต่อร่างกาย และยังทำให้การนอนหลับของคุณมีประสิทธิภาพกว่า ยานอนหลับตามร้านขายยาทั่วไปซะอีก
4. เซ็กส์ทำให้บุคลิกดีขึ้น เรื่องนี้เป็นเรื่องของทางด้านจิตวิทยา เมื่อคนที่มีเพศสัมพันธ์อย่างสม่ำเสมอ จะทำให้มีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น และพอใจกับรูปลักษณ์ของตนเอง
5. เซ็กส์ลดภาวะกามตายด้าน แน่อยู่แล้วว่า สิ่งของใดที่ถูดใช้บ่อย ก็ย่อมไม่เกิดสนิม
6.เซ็กส์ คือ การออกกำลังกายที่ปลอดภัยที่สุด เกิดอาการเจ็บปวดน้อยที่สุด
7. ลดโอกาสเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งต่อมลูกหมากเกิดจากการไม่หลั่งอสุจิ มันจะดูดซึมกลับเข้าไปใหม่ซึ่งเป็นอันตราย และยังก่อให้เกิดภาวะเครียด ซึ่งก่อให้เกิดมะเร็ง
8. สุขภาพจิตดี การมีsex ก็บ่งบอกว่าเพศตรงข้ามสนใจในรูปร่างของเรา นั้นก็แปลว่า เรามีเสน่ห์นั้นเอง
9.ช่วยลดอาการเจ็บปวด SEX เป็นยาขนานเอกเลยแหละ เพราะร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนทำให้เรารู้สึกดี ซึ่งจะกลบความรู้สึกเจ็บปวดได้ดี
2. ช่วยลดอาการตึงเครียด เพราะกิจกรรมทางเพศจะช่วยหลั่งสารเอนโดร์ฟินส์ซึ่งเป็นสารความสุขนั้นเอง โดยเข้าไปในกระแสเลือด ทำให้คุณรู้สึกดีขึ้น
3. เซ็กส์ คือยานอนหลับชนิดหนึ่ง ที่บริโภคบ่อยแค่ใหน ก็ไม่มีผลเสียต่อร่างกาย และยังทำให้การนอนหลับของคุณมีประสิทธิภาพกว่า ยานอนหลับตามร้านขายยาทั่วไปซะอีก
4. เซ็กส์ทำให้บุคลิกดีขึ้น เรื่องนี้เป็นเรื่องของทางด้านจิตวิทยา เมื่อคนที่มีเพศสัมพันธ์อย่างสม่ำเสมอ จะทำให้มีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น และพอใจกับรูปลักษณ์ของตนเอง
5. เซ็กส์ลดภาวะกามตายด้าน แน่อยู่แล้วว่า สิ่งของใดที่ถูดใช้บ่อย ก็ย่อมไม่เกิดสนิม
6.เซ็กส์ คือ การออกกำลังกายที่ปลอดภัยที่สุด เกิดอาการเจ็บปวดน้อยที่สุด
7. ลดโอกาสเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งต่อมลูกหมากเกิดจากการไม่หลั่งอสุจิ มันจะดูดซึมกลับเข้าไปใหม่ซึ่งเป็นอันตราย และยังก่อให้เกิดภาวะเครียด ซึ่งก่อให้เกิดมะเร็ง
8. สุขภาพจิตดี การมีsex ก็บ่งบอกว่าเพศตรงข้ามสนใจในรูปร่างของเรา นั้นก็แปลว่า เรามีเสน่ห์นั้นเอง
9.ช่วยลดอาการเจ็บปวด SEX เป็นยาขนานเอกเลยแหละ เพราะร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนทำให้เรารู้สึกดี ซึ่งจะกลบความรู้สึกเจ็บปวดได้ดี
ขอขอบคุณข้อมูลจาก www.healthcorners.com
ขอบคุณภาพจาก matichon online
ขอบคุณภาพจาก matichon online
อ้างอิง http://www.todayhealth.org/family-
“ตาแห้ง”กับน้ำตาเทียม
“ตาแห้ง”กับน้ำตาเทียม
โดย นศภ. จิรัชญา เตชะพิริยะกุล -- อ่านแล้ว 64449 ครั้ง
น้ำตาในคนปกติประกอบด้วย 2 ส่วนใหญ่ๆ ได้แก่ basic tear (คือน้ำหล่อเลี้ยงลูกตา มีหน้าที่ให้ออกซิเจนแก่กระจกตาและทำให้ไม่ระคายเคือง) และ reflex tear (เป็นน้ำตาที่หลั่งเมื่อระคายเคือง)อาการ “ตาแห้ง” เป็นภาวะที่น้ำตาหรือน้ำหล่อเลี้ยงลูกตา (basic tear) แห้งหรือลดลงผิดปกติ (1) เกิดได้จากหลายสาเหตุแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ กลุ่มที่ 1 เป็นสาเหตุให้เกิดภาวะพร่องน้ำตา ได้แก่ กลุ่มอาการ Sjögren ต่อมน้ำตาทำงานบกพร่อง ท่อต่อมน้ำตาอุดตัน ยาบางชนิดมีผลลดการผลิตน้ำตา (เช่น ยาแก้แพ้ ยาขับปัสสาวะ ยารักษาจิตเวช) เป็นต้น และกลุ่มที่ 2 เป็นสาเหตุให้เกิดการระเหยของน้ำตา เช่น โรคของต่อมไมโบเมียน (Meibomian gland disease) โรคหรือภาวะที่ทำให้มีอัตราการกระพริบตาน้อยกว่าปกติ (เช่น กลุ่มอาการ extrapyramidal การจ้องมองหน้าจอหรือเลนส์ต่อเนื่องเป็นเวลานาน) อายุมากขึ้น การใส่คอนแทคเลนส์เป็นประจำ ภาวะพร่องวิตามินเอ โรคภูมิแพ้ เป็นต้น นอกจากนี้สภาพแวดล้อมบางสภาวะอาจทำให้เกิดอาการตาแห้งเนื่องจากน้ำหล่อเลี้ยงลูกตาระเหยได้ง่าย เช่น การอยู่ท่ามกลางแสงแดดจัด ลมแรง หรืออากาศแห้ง (1-3) อาการเบื้องต้นที่เป็นสัญญาณของอาการตาแห้ง ได้แก่ อาการระคายเคืองคล้ายมีเศษผงเข้าตาแสบตาความรู้สึกเหนอะหนะตา ตามัวเป็นๆ หายๆ มีอาการมากตอนบ่ายหรือตอนเช้า หรือเมื่อใช้สายตามากต่อเนื่องนาน ๆ เป็นต้น หากอาการเหล่านี้เกิดขึ้นเป็นเวลานานโดยไม่ได้รับการรักษาหรือแก้ไขสาเหตุที่ถูกต้อง อาจทำให้อาการรุนแรงขึ้นจนเป็นอันตรายต่อดวงตาได้ (1,2)
น้ำตาเทียมเป็นเภสัชภัณฑ์ที่ใช้สำหรับบรรเทาอาการตาแห้ง มีสมบัติใกล้เคียงกับน้ำตาธรรมชาติ ผลิตภัณฑ์น้ำตาเทียมที่มีขายในประเทศไทยในปัจจุบันแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบ คือ สารละลาย เจล และขี้ผึ้ง ซึ่งแต่ละรูปแบบต่างก็มีจุดเด่นและจุดด้อยแตกต่างกันไปดังแสดงในตารางที่ 1
ตารางที่ 1 น้ำตาเทียมรูปแบบต่าง ๆ จุดเด่นและจุดด้อยของน้ำตาเทียมแต่ละรูปแบบ (4,5)
รูปแบบของน้ำตาเทียม
|
จุดเด่น
|
จุดด้อย
|
สารละลาย
|
ใช้ง่ายกว่าแบบเจลและขี้ผึ้งไม่เหนอะหนะ สามารถหยอดได้ในช่วงกลางวันโดยไม่ทำให้ตาพร่ามัว
|
อาจต้องหยอดบ่อยครั้งกว่ารูปแบบเจลหรือขี้ผึ้ง
|
เจลและขี้ผึ้ง
|
เป็นรูปแบบที่มีความหนืดมากกว่าแบบสารละลาย ทำให้น้ำระเหยช้าลงจึงช่วยรักษาความชุ่มชื้นให้แก่ดวงตาได้นานกว่าแบบสารละลาย เหมาะสำหรับใช้ในผู้ที่มีอาการตาแห้งระดับปานกลางถึงรุนแรง
|
อาจทำให้ตาพร่ามัวหลังหยอด หรือป้ายตาชั่วขณะ จึงแนะนำให้ใช้ก่อนนอน
|
ส่วนประกอบหลักของน้ำตาเทียมในรูปแบบสารละลายและเจล ได้แก่ สารช่วยหล่อลื่นและให้ความชุ่มชื้นแก่ดวงตา เช่น methylcellulose, carboxymethylcellulose, hydroxyethylcellulose, hydroxypropyl methylcellulose, dextran, polyvinyl alcohol, sodium hyaluronate, polyethylene glycol, carbomer เป็นต้น นอกจากนี้ยังประกอบด้วยบัฟเฟอร์เพื่อป้องกันการเปลี่ยนแปลงและควบคุมความเป็นกรด-ด่างของน้ำตาเทียมให้เข้ากับความเป็นกรด-ด่างของน้ำตา เช่น boric acid และ sodium borate สารปรับสภาพตึงตัวเพื่อปรับ osmolarity ของน้ำตาเทียมให้เข้ากับน้ำตา ที่นิยมใช้คือ sodium chloride สารอิเล็กโทรไลต์อื่น ๆ เพื่อทำให้น้ำตาเทียมมีสมบัติใกล้เคียงกับน้ำตา เช่น calcium chloride, magnesium chloride, potassium chloride, sodium lactate เป็นต้น และสารกันเสีย เช่น benzalkonium chloride ส่วนน้ำตาเทียมรูปแบบขี้ผึ้งประกอบด้วยสารช่วยหล่อลื่นและให้ความชุ่มชื้นแก่ดวงตา เช่น lanolin, white petrolatum, mineral oil เป็นต้น และอาจใส่หรือไม่ใส่สารกันเสียในผลิตภัณฑ์ (4)
น้ำตาเทียมที่นิยมใช้กันในปัจจุบันส่วนใหญ่อยู่ในรูปแบบสารละลาย แบ่งตามลักษณะภาชนะบรรจุได้เป็น 2 ชนิด ได้แก่ ภาชนะบรรจุแบบ multiple dose และ unit dose ดังแสดงในรูปที่ 1 น้ำตาเทียมที่บรรจุในภาชนะแบบ multiple dose สามารถใช้ได้หลายครั้งหลังเปิดขวดเนื่องจากมีสารกันเสียในตำรับทำให้สามารถใช้ได้นานประมาณ 1 เดือนหลังเปิดขวดใช้ครั้งแรก ส่วนน้ำตาเทียมที่บรรจุในภาชนะแบบ unit dose จะไม่มีสารกันเสีย จึงมีอายุการใช้งานภายใน 24 ชั่วโมงหลังเปิดใช้ครั้งแรก (1,4,6,7) รายละเอียดสรุปไว้ในตารางที่ 2
รูปที่ 1 ลักษณะภาชนะบรรจุน้ำตาเทียมแบบ multiple dose และ unit dose
ตารางที่ 2 ลักษณะเฉพาะของน้ำตาเทียมและการเลือกใช้แบ่งตามลักษณะภาชนะบรรจุ (1,4,6,7)
ลักษณะภาชนะบรรจุ
|
ขนาดบรรจุ
|
สารกันเสีย
|
อายุการใช้งานหลังเปิดใช้ครั้งแรก
|
การเลือกใช้
|
ขวดยาหยอดตา
แบบใช้หลายครั้ง
(multiple dose container)
|
3-15 ซีซี
|
มี
|
1 เดือน
|
เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการตาแห้งเล็กน้อยสะดวกสำหรับผู้ที่ใช้เป็นประจำ อย่างไรก็ตามข้อเสียของน้ำตาเทียมชนิดนี้คือ อาจเกิดอาการแพ้หรือระคายเคืองตา เนื่องจากสารกันเสียทำลายเซลล์เยื่อบุกระจกตา
|
หลอดขนาดเล็ก
แบบใช้ครั้งเดียว
(single dose container)
|
0.3-0.9 ซีซี
|
ไม่มี
|
24 ชั่วโมง
|
เหมาะกับผู้ที่มีประวัติแพ้สารกันเสียในน้ำตาเทียม หรือต้องหยอดตาบ่อย ๆ เป็นเวลานานเพราะการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของสารกันเสียต่อเนื่องนานๆ ทำให้เกิดการทำลายเซลล์เยื่อบุกระจกตาได้ (8) แต่น้ำตาเทียมชนิดนี้มักมีราคาสูงกว่าแบบ multiple dose
|
สำหรับผู้ที่ใส่คอนแทคเลนส์ควรหลีกเลี่ยงน้ำตาเทียมที่มีสารกันเสียที่ทำให้เกิดการทำลายเซลล์เยื่อบุกระจกตาได้ เช่น benzalkonium chloride เนื่องจากคอนแทคเลนส์ดูดซับสารนี้ได้และทำให้เยื่อบุกระจกตาสัมผัสกับสารนี้เป็นเวลานาน จึงอาจทำลายเซลล์เยื่อบุกระจกตาได้ ดังนั้นจึงควรเลือกใช้น้ำตาเทียมที่ปราศจากสารกันเสียซึ่งเป็นชนิดที่บรรจุในภาชนะบรรจุแบบ unit dose หรือเลือกใช้น้ำตาเทียมที่มีสารกันเสียชนิดที่เป็นพิษต่อเยื่อบุกระจกตาน้อย เช่น stabilized oxychloro complex (Purite®) polyquaterium-1 (Polyquad®) สารประกอบระหว่าง boric acid, zinc, sorbital และ propylene glycol (SofZia™) แต่หากจำเป็นต้องใช้น้ำตาเทียมที่มี benzalkonium chloride ควรถอดคอนแทคเลนส์ออกก่อนหยอดน้ำตาเทียม และใส่คอนแทคเลนส์หลังจากหยอดตาเสร็จแล้วประมาณ 10 นาที (8-10)
การใช้น้ำตาเทียมมีความแตกต่างกันขึ้นกับรูปแบบของน้ำตาเทียมและความรุนแรงของอาการ ดังนั้นจึงควรใช้ตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร และพึงระลึกเสมอว่า “น้ำตาเทียมใช้สำหรับบรรเทาอาการตาแห้งเท่านั้น แต่ไม่สามารถรักษาหรือแก้ไขสาเหตุของอาการตาแห้งได้” ควรปรึกษาจักษุแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัยหาสาเหตุที่แท้จริงและทำการรักษาต่อไป
ข้อควรระวังทั่วไปในการใช้น้ำตาเทียมหรือยาหยอดตา คือ ควรระมัดระวังไม่ให้ปลายหลอดน้ำตาเทียมแตะโดนบริเวณดวงตาหรือใบหน้า หรือสัมผัสปลายนิ้วมือหรือส่วนใดของร่างกาย และไม่ว่าจะใช้น้ำตาเทียมชนิดใด หากครบกำหนดอายุการใช้งานแล้วควรทิ้งส่วนที่เหลือทันที เนื่องจากอาจเกิดการปนเปื้อนของเชื้อแบคทีเรียได้ หากมีอาการระคายเคืองตามากขึ้นหรือเกิดความผิดปกติใดๆ หลังหยอดน้ำตาเทียม ให้หยุดใช้ทันทีและรีบปรึกษาจักษุแพทย์ ผู้ที่มีอาการตาแห้งขั้นรุนแรงและเรื้อรังควรปรึกษาจักษุแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัยและรักษาสาเหตุที่แท้จริงของอาการ (6)
เอกสารอ้างอิง
1. ศักดิ์ชัย วงศ์กิตติรักษ์, ประภัสร์ ศุขศรีไพศาล, บรรณาธิการ. จักษุวิทยาสำหรับเวชปฏิบัติทั่วไป. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: หมอชาวบ้าน; 2546.
2. Foster CS, Yuksel E, Anzaar F, et al. Dry eye syndrome: Treatment & medication [Internet]. New York: WebMD; c1994-2014 [updated 2013 Dec 16; cited 2014 May 27]. Available from: http://emedicine.medscape.com/article/1210417-treatment
3. Galor A, Feuer W, Lee DJ, et al. Prevalence and risk factors of dry eye syndrome in a United States Veterans Affairs population. Am J Ophthalmol. 2011;152:377–384.
4. Chowhan m, Lang JC, Missel P. Opthalamic preparations. In Allen LV Jr, ed. Remington: The science and practice of pharmacy, 22nd ed. Chicago: Pharmaceutical Press; 2012. Chap 43.
5. Management and therapy of dry eye disease: Report of the management and therapy subcommittee of the international dry eye workshop (2007) Ocul Surf. 2007;5(2):163–78.
6. Artificial tears [Internet]. New York: WebMD; c1994-2014 [updated 2014 Mar
28; cited 2014 May 25]. Available from: http://reference.medscape.com/drug/tears-naturale-tears-plus-artificial-tears-343632#0
7. ดวงดาว ฉันทศาสตร์. Ophthalmic preparations. เอกสารประกอบการสอนรายวิชา Extemporaneous compounding in pharmacy. กรุงเทพฯ: คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. 2556.
8. Freeman PD, Kahook MY. Preservative in topical ophthalmic medication: Historical and clinical perspectives. Expert Rev Ophthalmol. 2009;4(1):59-64
9. ธวิวรรน์ สวัสดิโสภานนท์. การใช้สารกันเสียในยาหยอดตา. GPO R&D newsletter 2555;19(2):16-8.
10. Waknine Y. FDA approves bepotastine ophthalmic solution for treating "allergy eyes" [Internet]. New York: WebMD; c1994-2014 [updated 2010 Sep 17; cited 2014 June 2]. Available from: http://www.medscape.org/viewarticle/709069
อ้างอิง http://www.pharmacy.mahidol.ac.th/dic/knowledge_full.php?id=14
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
















